บทที่ 7 อย่าดื่ม

บทที่ 7 อย่าดื่ม

“อย่าดื่ม!”

เสียงของเซียวจิ่งเหยียนดังขึ้นจนนางกำนัลที่กำลังจะยกถ้วยชาสำรองขึ้นชิมสะดุ้ง มือของนางสั่นจนฝากระเบื้องกระทบถ้วยดังกรุ๊งกริ๊ง

“วางลง” เขาสั่ง

นางกำนัลรีบวางถ้วยทันที

เซียวจิ่งเหยียนยกชาของตนขึ้นดมอีกครั้ง กลิ่นขมจาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นใบชา หากไม่เคยสัมผัสมาก่อน ย่อมไม่มีทางสังเกตพบ

แต่เขาจำมันได้

คืนที่ถูกวางยาพิษ กลิ่นเช่นนี้ติดอยู่ในลมหายใจทุกครั้งที่พยายามสูดอากาศเข้าไป หลังจากนั้นทหารยังค้นพบผงสีขาวชนิดเดียวกันในตำหนักของหลินเยว่ กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ใช้กล่าวหานาง

พิษควรปรากฏในอีกสามเดือนข้างหน้า

เหตุใดจึงมาอยู่ในถ้วยชาของเขาตั้งแต่คืนนี้?

“ชานี้มาจากที่ใด?” เซียวจิ่งเหยียนถาม

“ห้องเครื่องส่งมาเพคะ” นางกำนัลตอบเสียงสั่น “เป็นชาที่พระสนมดื่มเป็นประจำ”

“ใครนำเข้ามา?”

“ขันทีจากห้องเครื่องเพคะ”

“ชื่ออะไร?”

นางกำนัลส่ายหน้า “บ่าวไม่เคยเห็นเขามาก่อน เขาบอกเพียงว่าคนส่งชาประจำไม่สบาย จึงมาส่งแทนเพคะ”

เซียวจิ่งเหยียนมองประตูด้านข้างซึ่งปิดไม่สนิท หากคนผู้นั้นเพียงนำชามาส่ง ย่อมไม่มีเหตุผลต้องลอบเข้ามาถึงในห้อง

“คืนนี้มีใครออกจากตำหนักไปบ้าง?”

“ไม่มีเพคะ”

“ปิดประตูทุกด้าน ห้ามผู้ใดเข้าออก และอย่าแตะต้องกาน้ำชา”

“เพคะ”

เหล่านางกำนัลรีบทำตาม แต่ก่อนออกไป คนหนึ่งหันกลับมามองเขาอย่างลังเล

“พระสนมจะให้ตามหมอหลวงหรือไม่เพคะ?”

“ไม่ต้อง”

“แต่หากชา...”

“ยิ่งมีคนรู้มาก คนวางยายิ่งรู้ตัวเร็ว” เซียวจิ่งเหยียนลดเสียงลง “ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”

นางกำนัลรับคำแล้วถอยออกไป

เซียวจิ่งเหยียนฉีกกระดาษแผ่นเล็ก เขียนข้อความเพียงประโยคเดียว ก่อนพับสอดไว้ในถุงหอม

“นำสิ่งนี้ไปถวายฝ่าบาท บอกว่าเป็นของที่ข้าต้องการส่งให้พระองค์คืนนี้”

นางกำนัลรับไปด้วยสีหน้าแปลกใจ แต่ไม่กล้าถาม

ข้อความในกระดาษมีเพียงสี่คำ

อย่าเสวยชาคืนนี้

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงประกาศก็ดังขึ้นหน้าตำหนัก

“ฝ่าบาทเสด็จ!”

เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้น หลินเยว่ในร่างฮ่องเต้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เบื้องหลังมีขันทีและองครักษ์ติดตามหลายคน

เมื่อประตูปิดลง นางจึงหันมาถามทันที

“เกิดอะไรขึ้น?”

เซียวจิ่งเหยียนชี้ไปยังกาน้ำชา “มีพิษ”

หลินเยว่เดินเข้าไปใกล้ เขารีบคว้าข้อมือนางไว้ก่อนที่มือจะแตะถ้วย

“อย่าดื่ม”

“หม่อมฉันไม่ได้จะดื่มเพคะ”

“เจ้ากำลังจะจับ”

“จับถ้วยไม่ได้หมายความว่าจะดื่ม”

“พิษอาจติดอยู่ที่ขอบถ้วย”

หลินเยว่ถอนมือกลับ “พระองค์ระวังตัวมากขึ้นตั้งแต่กลายเป็นสนมนะเพคะ”

“ข้ากลายเป็นสนมยังไม่ถึงเจ็ดวันก็มีคนคิดฆ่าแล้วหรือ?”

นางมองสีหน้าหงุดหงิดของเขา ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่วังหลวงเพคะ”

เซียวจิ่งเหยียนจ้องนาง

หลินเยว่พยายามกลั้นยิ้ม “หม่อมฉันเคยบอกแล้วว่าชีวิตสนมไม่ง่าย”

“นี่ไม่ใช่เวลามาซ้ำเติมข้า”

“หม่อมฉันไม่ได้ซ้ำเติม เพียงกล่าวต้อนรับ”

“หลินเยว่”

“เพคะ ฝ่าบาทตัวจริง”

เขาสูดลมหายใจลึก พยายามไม่โต้เถียงต่อ

หลินเยว่ใช้ผ้ารองมือแล้วยกถ้วยขึ้นดม สีหน้าขบขันเมื่อครู่พลันเลือนหาย

“กลิ่นนี้...”

“เจ้าจำได้หรือไม่?”

นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ชาติก่อน ทหารพบผงกลิ่นเช่นนี้ในหีบเครื่องหอมของหม่อมฉัน”

“เป็นหลักฐานที่ใช้กล่าวหาว่าเจ้าวางยาข้า”

“แต่เวลานี้คนที่ดื่มชาถ้วยนี้ควรเป็นหม่อมฉัน”

หลินเยว่มองใบหน้าของตัวเองซึ่งเซียวจิ่งเหยียนกำลังใช้อยู่

คนวางยาไม่รู้ว่าภายในร่างหลินเยว่คือฮ่องเต้ตัวจริง

“เป้าหมายของพวกเขายังเป็นหลินเยว่” นางกล่าว

“อาจต้องการฆ่าเจ้า หรืออาจต้องการสร้างหลักฐานบางอย่างเหมือนชาติแรก”

“แต่เหตุใดจึงลงมือเร็วขึ้น?”

คำถามนั้นทำให้ทั้งคู่เงียบ

ตามความทรงจำของพวกเขา แผนวางยาควรเกิดขึ้นในอีกสามเดือน ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังย้อนกลับมา ประวัติศาสตร์ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

หลินเยว่วางถ้วยลง “ต้องจับคนส่งชาให้ได้ก่อนเขาจะหนีออกจากวัง”

“อย่าให้เรื่องแพร่ออกไป”

“หม่อมฉันรู้”

นางเดินไปเปิดประตู สีหน้าพลันกลับเป็นเย็นชาอย่างฮ่องเต้

“ปิดประตูวังชั้นใน ตรวจรายชื่อขันทีทุกคนที่เข้าออกห้องเครื่องคืนนี้” หลินเยว่รับสั่ง “ห้ามบอกผู้ใดเรื่องยาพิษ ให้กล่าวว่ามีของสำคัญจากตำหนักหลินเยว่สูญหาย”

องครักษ์รับคำแล้วรีบจากไป

เซียวจิ่งเหยียนมองตามอย่างประเมิน หลินเยว่ไม่เพียงสั่งได้รวดเร็ว แต่ยังรู้จักสร้างข้ออ้างเพื่อไม่ให้ศัตรูไหวตัว เขาเคยคิดว่านางไม่สนใจเรื่องอำนาจเพราะไม่เข้าใจมัน

เวลานี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่า นางเข้าใจ เพียงไม่เคยต้องการเท่านั้น

ไม่นานนัก องครักษ์ก็กลับมารายงาน

“จับตัวได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขันทีผู้หนึ่งพยายามออกทางประตูส่งฟืน เสื้อผ้าตรงกับคำบอกเล่าของนางกำนัลในตำหนัก”

“นำตัวมา” หลินเยว่สั่ง

ขันทีหนุ่มถูกลากเข้ามาคุกเข่ากลางห้อง ใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่น แต่ดวงตากลับหลบเลี่ยงอย่างคนที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว

หลินเยว่นั่งลงบนเก้าอี้ประธาน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ด้านข้างในฐานะพระสนม

“คืนนี้เจ้านำชามาส่งที่ตำหนักนี้หรือไม่?” หลินเยว่ถาม

“กระหม่อมเพียงทำตามคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

“คำสั่งของผู้ใด?”

ขันทีหนุ่มก้มหน้าต่ำ “หัวหน้าห้องเครื่องพ่ะย่ะค่ะ”

“โกหก” เซียวจิ่งเหยียนกล่าว

อีกฝ่ายสะดุ้ง เงยหน้ามองเขา

“คนของห้องเครื่องไม่เข้าประตูด้านข้าง และไม่จำเป็น ต้องลอบเข้าไปแตะกาน้ำชาหลังส่งของแล้ว”

ใบหน้าของขันทีหนุ่มขาวซีดกว่าเดิม

หลินเยว่ถามซ้ำ “ผู้ใดสั่งเจ้า?”

“ไม่มีผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริง ๆ”

“หากพูดความจริง ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

ขันทีหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาไหววูบ คล้ายกำลังลังเล

“คนที่สั่งกระหม่อมคือ...”

เสียงของเขาขาดหาย

ร่างทั้งร่างกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำไหลออกจาก

มุมปาก ก่อนจะล้มลงกับพื้น

“จับเขาไว้!” หลินเยว่ลุกขึ้น

องครักษ์รีบพลิกร่างขันที แต่สายเกินไปแล้ว ฟันของเขากัดแตกลงบนเม็ดพิษที่ซ่อนไว้ในปาก ลมหายใจดับลงภายในไม่กี่อึดใจ

เซียวจิ่งเหยียนย่อตัวลงตรวจชีพจร จากนั้นส่ายหน้า

“ตายแล้ว”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

องครักษ์ค้นตัวศพ พบเงินไม่กี่ตำลึงกับกระดาษเปล่า แต่เมื่อพยายามคลายมือขวาที่กำแน่นออก วัตถุชิ้นหนึ่งก็หล่นกระทบพื้น

เป็นป้ายหยกสีดำ แกะสลักลายเมฆล้อมอักษรคำว่า

เหวิน

หลินเยว่ก้มลงเก็บ สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป

เซียวจิ่งเหยียนจำป้ายนี้ได้ทันที

มันคือป้ายประจำตัวของเซียวจิ่งเหวิน พระอนุชาของเขา

แต่หลักฐานที่ปรากฏง่ายดายเกินไป มักเป็นหลักฐานที่มีผู้จงใจทิ้งไว้

หากเซียวจิ่งเหวินเป็นผู้บงการจริง เหตุใดจึงปล่อยให้คนลงมือพกป้ายซึ่งชี้กลับไปหาตนเอง?

หรือศัตรูที่เริ่มขยับในครั้งนี้...

กำลังต้องการให้พวกเขาสงสัยเซียวจิ่งเหวินกันแน่?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป